ทำบุญ 9 วัด สุพรรณบุรี


ไปทำบุญกันเถอะ

ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคน ร่วมเดินทางไป ทำบุญ 9 วัด เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 แม่นแล้ว…มันคือวันแรงงานค่ะ เรามาพักผ่อน ด้วยการท่องเที่ยวและทำบุญร่วมกันดีกว่า เนอะ

การเตรียมตัวนะค่ะ

  • การแต่งกายสุภาพด้วยนะค่ะ อย่าลืมว่าเราไปวัดค่ะ สำหรับสาวๆ ที่อยากใส่สายเดี่ยวก็ขอให้มีเสื้อคลุมไปด้วย ก็จะดีมาก
  • รองเท้าคู่ละ 2,000 ระวังหาย ไม่ต้องใส่มา เอาแบบธรรมดาก็ได้มั้งเนอะ หายไม่ช่วยหาหรอก
  • หมวก หรือร่ม ส่วนติ๊กคงเลือกเป็นร่มค่ะ ฝนตก แดดออกก็ใช้ได้ทั้งหมด
  • ยาประจำตัวใครมีโรคประจำตัว กรุณาเตรียมยาไปด้วยค่ะ
  • แลกเหรียญไปด้วยค่ะ แล้วจะหาว่า สวยมะเตือน
  • ที่สำคัญที่สุด คือ ร่างกายที่แข็งแรงค่ะ

 
9.00 น. นัดรวมพลที่วัดแรก คือ วัดป่าเลไลย์ เมื่อมาพร้อมกันแล้วถ่ายภาพ Before ก่อนเลย (ไว้ดูความแตกต่างของ After) หลังจากรู้จักกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มกันเลย ปะ เตรียมดอกไม้ ธูป เทียนพร้อมแระ ปะ

วัดที่ 1 วัดป่าเลไลย์ เข้าไปสักการะ และขอพรหลวงพ่อโต ซึ่งในพงศาวดารเหนือได้กล่าวว่า พระเจ้ากาเตทรงให้มอญน้อย มาบูรณะวัดป่าเลไลย์ ภายหลังปี พ.ศ. 1724 เล็กน้อย  หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง สุพรรณภูมิ (คือประทับนั่งห้อยพระบาท)  มีนักปราชญ์หลายท่านกล่าวไว้ว่า เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งอย่างพระพนัญเชิงสมัยแรกต่อมาได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมใหม่ และทำเป็นปางป่าเลไลย์ ภายในองค์พระพุทธรูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ 36 องค์ ที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลาย อืม ทราบประวัติคร่าวๆ กันแล้ว เราจะได้กลับมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้ถูกเนอะ
 
   

 วัดที่ 2 ต่อด้วย วัดพระศรีมหาธาตุ พระผงสุพรรณ วัดนี้เรียกสั้นๆว่า วัดพระธาตุ ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของสุพรรณบุรีเลยทีเดียว มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี วัดนี้มีปรางค์องค์ใหญ่เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ( พ.ศ.1893-1912 ) หรือไม่ก็ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ( พ.ศ. 1967-1991 ) อุ แว้ว ถ่ายรูปเลย พวกเรา อะ…. สิบ สี่ (สี่ยาวๆ ด้วย)
 

วัดที่ 3 วัดแค (ดูคุ้มขุนแผน ขอพรจากต่อยักษ์) เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ค่ะ ภายในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคนต้นโดยรอบได้ประมาณ 9.50 เมตร อายุประมาณ 1,000 ปี เชื่อกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากต้นมะขามต้นนี้ กับท่านอาจารย์คง เพื่อใช้เวลาโจมตีข้าศึก ใกล้กับต้นมะขามยักษ์นี้ทางจังหวัดได้สร้างเรือนไทยทรงโบราณเรียกว่า “คุ้มขุนแผน” เพื่อเป็นอุทยานวรรณคดีและเป็นการอนุรักษ์ศิลปด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสวัดแคเมื่อ พ.ศ. 2447 วัดนี้มีโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระพุทธบาทสี่รอย ทำด้วยทองเหลืองกว้าง 1.40 เมตร ยาว 2.80 เมตร สร้างซ้อนกันไว้ในรอยใหญ่ นอกจากนี้ยังมี พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบศิลปรัตนโกสินทร์ จีวรและอังสะเป็นลายดอกพิกุลงดงามมาก ประดิษฐานอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น ระฆังทองเหลือง หม้อต้มกรักทองเหลือง ตู้ใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายเมื่อปี พ.ศ. 2412

   
 
วัดที่ 4 วัดพระลอย ภายในวัดมีวิหารลักษณะเด่น คือ เลียนแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนชั้นทรงสูง มีความงดงามแปลกตา เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ด้านหลังวัดยังมีหอไตรกลางน้ำ ตู้พระธรรม สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บนต้นหว้าหลังวัดเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวแม่ไก่จำนวนนับพันตัวเกาะห้อย หัว ตัวใหญ่เท่าแม่ไก่ สีดำเต็มไปหมด ที่นี่เราสามารถให้อาหารปลาได้ด้วยค่ะ อย่าแอบกินเองล่ะ ท้องเสียไม่รู้นะ

 

วัดที่ 5 วัดพระนอน (พระพุทธรูปนอนหงาย) อยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ค่ะ ภายในวัดมี อุทยานมัจฉา อยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด มีปลานานาชนิดชุกชุม ทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด ทางวัดประกาศเป็นเขตอภัยทาน ปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ผลและไม้ประดับ บริเวณวัดจึงร่มรื่นสวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้นหน้าขึ้นตาแห่งหนึ่งของจังหวัด และยังมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักจากหิน มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงายขนาดเท่าคนโบราณยาวประมาณ 2 เมตร ลักษณะคล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย อืม…มิเสียที ที่จะได้ไป

 

วัดที่ 6 วัดหน่อพุทธางกุล (ภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 3)
สันนิษฐานว่า เดิมวัดนี้มีชื่อว่า วัดมะขามหน่อ  เพราะมีต้นมะขามใหญ่อยู่ เล่าสืบต่อกันมาว่า ละแวกวัดนี้เคยเป็นนิวาสถานเดิมของพระเพทราชาแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง  จากการขุดตรวจฐานรากอุโบสถเก่า  พบว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย  แล้วมาบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3  ตัวอุโบสถเก่าฐานแอ่นโค้งท้องสำเภาแบบอยุธยาตอนปลาย  ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมาก  ฝีมือช่างหลวงชาวเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนมาเมื่อคราวกบฏเจ้าอนุวงศ์  ภาพจิตรกรรมที่อุโบสถวัดนี้จึงปรากฏภาพเรื่องราววิถีชีวิตของชาวลาวอยู่ด้วย  เป็นภาพเรื่องราวพุทธประวัติ  ทศชาติชาดก

 

วัดที่ 7 วัดวรจันทร์ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง 1 องค์  เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ก่ออิฐฉาบปูน  มีลานประทักษิณอยู่ที่ส่วนของเรือนธาตุ  เจดีย์องค์นี้กล่าวกันว่า สร้างในสมัยหลวงพ่อพริ้งเป็นเจ้าอาวาส  ถือเป็นงานสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งทีเดียวค่ะ

 
วัดที่ 8 วัดพร้าว อยู่ที่ตำบลโพธิ์พระยา ติดกับประตูน้ำโพธิ์พระยา ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณประมาณ 9 กิโลเมตร ภายในวัดมีวิหารเลียนแบบ สถาปัตยกรรมพม่า เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง นอกจากนั้นยังมีหอไตรกลางน้ำ ตู้พระธรรม ในวัดยัง มีดงยางเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวแม่ไก่ จำนวนนับพันตัวด้วยค่ะ เป็นที่น่าตื่นตา ตื่นใจมากๆ

 

วัดที่ 9 วัดบ้านกร่าง (พระเครื่องลือชื่อ พระขุนแผน) อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีคนค่ะ ละฝั่งกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ ห่างจากจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีกรุ พระขุนแผนบ้านกร่าง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถีระหว่าง สมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ลักษณะเป็นพระคู่ ด้านใต้ของวัดมีเจดีย์องค์หนึ่งอายุประมาณ 100 ปี บริเวณหน้าวัดริมแม่น้ำมีปลาอาศัยจำนวนมาก ทางวัดจัดจำหน่ายอาหารปลา ถือ เป็นอุทยานมัจฉา แห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี จะสังเกตเห็นเรือนแถวหน้าทางเข้าวัดบ้านกร่าง เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น แบบโบราณ บรรยากาศเงียบสงบ สะท้อนความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบดั้งเดิมของผู้คนแถวนั้น ว่าแต่ อุทยานมัจฉา เป็นยังไงนะ อยากเห็นเร็วๆ จัง

ของแถม ศาลหลักเมือง และมังกรสวรรค์
เดิมเป็นศาลไม้ทรงไทยมีเทวรูปพระอิศวรและพระนารายณ์สวมหมวกเติ๊ก(หมวกทรง กระบอก) สลักด้วยหินสีเขียวเท่านั้นเองค่ะ แต่ปัจจุบันสวยมาก สร้างศาลเป็นรูปวิหารและเก๋งจีน เจ้าพ่อหลักเมืองนี้เป็นพุทธประติมากรรมสลักบนแผ่นหินแบบนูนต่ำในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน แบบศิลปเขมรอายุราว พ.ศ.1185–1250 หรือประมาณ 1,300-1,400 ปีมาแล้ว มีพระนามว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือที่เรียกกันว่า พระนารายณ์สี่กร เป็นที่สักการะบูชาทั้งชาวไทยและชาวจีน

ตามประวัติกล่าวว่า ประมาณ 150 ปีมาแล้วมีผู้พบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จมดินจมโคลนอยู่ริมคลองศาลเจ้าพ่อ จึงได้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นข้างบนพร้อมกับสร้างศาลเป็นที่ประทับ ในคราวเสด็จประพาสต้นเมื่อ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จทรงกระทำพลีกรรมเจ้าพ่อหลัก เมืองและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อเขื่อนรอบเนินศาล ทำชานสำหรับคนบูชา สร้างกำแพงแก้ว ต่อตัวศาลออกมาเป็นเก๋งแบบจีน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์กับเจ้าพระยายมราช ทรงสนพระทัยในการปรับปรุงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเมื่อในราว พ.ศ. 2480 ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของจีน จะมีพิธีงานประเพณี “ทิ้งกระจาด” (หรือ พิธีทิ้งทาน) จัดที่สมาคมจีน ซึ่งเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ถือเป็นการจำเริญเมตตาแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว โดยนำสิ่งของต่างๆ ที่ผู้ตายใช้สอยและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ มาแจกแก่ผู้ยากจน สวยจริงๆ เลยค่ะ

 

หอบรรหาร – แจ่มใส
หอบรรหาร อยู่ในสวนเฉลิมภัทรราชินีค่ะ ด้านบนเป็นกระจกที่มองได้รอบ 360 องศา วิวด้านล่างสวยมากค่ะ แต่อาจไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคกลัวความสูง หรือคนสูงวัยที่ใจไม่ด้านพอ หุหุ ป่าว ว่าใครน๊า

   

นอกจากวิวสวยๆ แล้วยังมี สวนน้ำให้คลายร้อนได้ด้วย ใครอยากเล่นน้ำคลายร้อนล่ะก็ ที่นี่เหมาะมากเลยค่ะ
เตรียมชุดว่ายน้ำให้เรียบร้อยด้วยนะค่ะ กิกิ ถ้าไม่ใส่เลยเดี๋ยวเค้าไม่ให้ลงนะ ในที่จะใส่ ทูพีท หมวกกับแว่นตา ก็อดใจไว้ก่อนนะคะ อืม เห็นใจ เห็นใจ


 
บึงฉวาก

เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำท่าจีน ที่เกิดการทับถมของตะกอนดินโคลน จึงถูกแยกตัวออกมาเป็นบึงใหญ่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศอันหลากหลาย ภายในพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อุดมไปด้วยพรรณไม้น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะบัวแดง ในยามเช้าจะชูช่อบาน อวดโฉมเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ นักท่องเที่ยวสามารถนำเต็นท์มาตั้งแคมป์พักได้
ด้วยสภาพแวดล้อมของบึงที่มีความเหมาะสมและสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้น้ำนานาชนิด เช่น บัว กก อ้อ ธูปฤาษี ผักตบ สาหร่ายหลากชนิด เป็นต้น จึงเป็นที่อยู่อาศัยของนกน้ำนกทุ่งประมาณ 70 ชนิด มีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพที่ผ่านมาอาศัยหรือพักพิงชั่วคราว อาทิ อีโก้ง นกกาบบัว และนกอพยพอย่างนกเป็ดแดงที่มาในช่วงฤดูหนาว นกปากห่างที่มาในช่วงเดือนตุลาคม นกคูท และเป็ดเปียที่จัดเป็นนกอพยพที่หาดูได้ยากก็เคยพบเห็นที่นี่ รวมถึงเป็ดแดงจำนวนนับหมื่นๆ ตัวในช่วงฤดูหนาว นอกนั้นก็มีเป็ดคับแค เป็ดผี นกอีโก้ง นกอีแจว นกกระสานวล นกกระสาแดง นกกระยาง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ทางการจึงประกาศให้พื้นที่ของบึงฉวากเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
นอกจากนี้บึงฉวากยังเป็นแหล่งรวมปลานานาพันธุ์ เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสลิด ฯลฯ ปัจจุบันบึงฉวากได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามสนธิสัญญาแรมซาร์ เมื่อปี พ.ศ. 2541 และประกาศเป็นเขตห้ามล่าเมื่อปี พ.ศ. 2525 บึงฉวากจึงมีความสำคัญทั้งในแง่ที่เป็นแหล่งน้ำ แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทางเกษตร ทั้งยังได้จัดสรรพื้นที่โดยรอบบึงฉวากเพื่อการศึกษาและวิจัย อาทิ สวนรวมพันธุ์ไก่ บ่อจระเข้น้ำจืด อุทยานผักพื้นบ้าน สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ฯลฯ







หลังจากเหน็ดเหนื่อย และอิ่มบุญ อิ่มอก อิ่มใจกันมาแล้ว พวกเราก็มาถ่ายรูป After กันดีกว่า แล้วมาดูสิว่า คนอิ่มบุญเนี่ยจะอยู่สภาพไหน อิอิ

หลังจากอิ่มบุญแล้วเราก็ต้องอิ่มท้องด้วยค่ะ อย่าลืม อย่าลืม ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับตอน 18.00 น.  อืม แค่นึกก็สนุกแล้ว ไว้เจอกันนะค่ะ ทุ๊กคน……รักนะ แต่ ไม่แสดงออก หุหุ


+-+- +- +- +- +- +-
ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล และรูปภาพ ทุกเวปค่ะ หลายเวปมาก เอามายำๆ

กลับหน้าหลัก(^_^)******(^_^)เม้นหั้ยติ๊ก

 

This entry was posted in ธรรมะ ไหว้พระ ทำบุญ. Bookmark the permalink.

3 Responses to ทำบุญ 9 วัด สุพรรณบุรี

  1. NiDa_ says:

    อิอิ อยากไปเร็วจังเย้ยยยยยย =^_^=

  2. Bhumipat says:

    ยังไม่ทันไปก็อิ่มบุญซะแล้ว

  3. อนุสรณ์ says:

    น้องอ๋อมแอ๋มบอกว่าอยากเล่นน้ำไวไว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s